คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

วันที่ 3 มกราคม 2557
*ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นวันหยุดชดเชยเทศกาลปีใหม่*




วันที่ 27 ธันวาคม 2556

*ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจาก เป็นช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่*



วันที่ 20 ธันวาคม 2556

*วันนี้ไม่มีการเรียนการสอน เพราะเป็นสัปดาห์แห่งการสอบกลางภาค*


วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

วันที่  13 ธันวาคม 2556

อาจารย์ได้ให้แต่ละกลุ่มออกมานำเสนอหัวข้อเรื่องที่กลุ่มตนเองได้รับมอบหมาย  ดังนี้

1.เด็กสมาธิสั้น สมาชิกในกลุ่ม คือ สุภาภรณ์  นิตยา  รัตติกาล  ประทานพร
2.เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ สมาชิกในกลุ่ม คือ อลิสา กรกนก รสิตา ชุติภา
3.เด็กปัญญาเลิศ สมาชิกในกลุ่ม คือ อรอุมา และ วศินี
4.เด็กออทิสติก สมาชิกในกลุ่มคือ จินตนา ณัฐวดี นพมาศ
5.เด็กดาวน์ซินโดรม สมาชิกในกลุ่ม คือ กรรจิรา บงกช พัชรี
6.เด็กสมองพิการ สมาชิกในกลุ่ม คือ เณฐิดา นฤมล ชิดชนก

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

วันที่ 6 ธันวาคม 2557
เนื้อหาที่เรียน
พัฒนาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
-การเปลี่ยนแปลงในด้านการทำหน้าที่และวุฒิภาวะของอวัยวะต่างๆรวมทั้งตัวบุคคล
-ทำให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
-เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน
-พัฒนาการล่าช้่อาจพบเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หลายด้าน หรือทุกด้าน
-พัฒนาการล่าช้าในด้านหนึ่งอาจส่งผลให้พัฒนาการในด้านอื่นล่าช้าไปด้วยก็ได้
ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก
-ปัจจัยด้านชีวภาพ
-ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมก่อนคลอด
-ปัจจัยด้านกระบวนการคลอด
-ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมหลังคลอด
สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
1.โรคทางพันธุกรรม
-เด็กจะมีพัฒนาการล่าช้ามาตั้งแต่เกิดหรือสังเกตได้ชั่วระยะไม่นานหลังเกิด มักมีลักษณะผิดปกติแต่กำเนิดร่วมด้วย
2.โรคระบบประสาท
-เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการส่วนใหญ่มักมีอาการหรืออาการแสดงทางระบบประสาทร่วมด้วย ที่พบบ่อย คือ อาการชัก
3.การติดเชื้อ
-การติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย ศีรษะเล็กกว่าปกติ อาจมีตับม้ามโต การได้ยินบกพร่อง ต้อกระจก
-นอกจากนี้การติดเชืิ้อรุนแรงภายหลังการเกิด เช่น สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย
4.ความผิดปกติเกี่ยวกับเมตาบอลิซึ่ม
-โรคที่ยังเป็นปัญหาสาธารณะสุขไทย คือ ไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดต่ำ
5.ภาวะแทรกซ้อนระยะแรกเกิด
-การเกิดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย และภาวะขาดออกซิเจน
6.สารเคมี
ตะกั่ว
-ตะกั่วเป้็นสารเคมีที่มีผลกระทบต่อเด็กและมีการศึกษามากที่สุด
-มีอาการซึมเสร้า เคลื่อนไหวช้า ผิวดำ หมองคล้ำเป็นจุดๆ
-ภาวะตับเป็นพิษ
-ระดับสติปัญญาต่ำ
แอลกอฮอล์
-น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย
-มีอัตราการเพิ่มน้ำหนักหลังเกิดน้อย ศีรษะเล็ก
-พัฒนาการของสติปัญญาก็มีความบกพร่อง
-เด็กมีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
(Fetal aicohol syndromn , Fas)
-ช่องตาสั้น
-ช่องริมฝีปากบนยาวและบาง
-หนังคลุมหัวตามาก
จมูกแยน
-ปลายจมูกเชิดขึ้น
นิโคติน
-น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย ขาดสารอาหารในระยะตั้งครรภ์
-เพิ่มอัตราการตายในวัยทารก
-สติปัญญาบกพร่อง
-สมาธิสั้น พฤติกรรมก้าวร้าว มีปัญหาด้านการเข้าสังคม
7.การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมรวมทั้งการขาดสารอาหาร
อาการ
-มีพัฒนาการล่าช้า อาจพบได้มากกว่า 1 ด้าน
-ปฏิกิริยาสะท้อน(Primitive reflex) ไม่หายไปแม้จะถึงช่วงอายุที่ควรจะหายไป
แนวทางการวินิจฉัย
1.การซักประวัติ
-โรคประจำตัว โรคทางพันธุกรรม
-ประวัติฝากครรภ์
-ประวัติเกี่ยวกับการคลอด
-พัฒนาการที่ผ่านมา
การเล่นตามวัย การช่วยเหลือตนเอง
-ปัญหาพฤติกรรม
ประวัติอื่นๆ
เมือซักประวัติแล้วสามารถจะบอกได้ว่า
-ลักษณะพัฒนาการลา่ช้าเป็นแบบคงที่ หรือถดถอย
-เด็กมีระดับพัฒนาการช้าหรือไม่ อย่างไร อยู่ในระดับไหน
-มีข้อบ่งชี้ว่ามีสาเหตุจากโรคพันธุกรรมหรือไม่
-สาเหตุของความบกพร่องทางพัฒนาการนั้นเกิดจากอะไร
-ขณะนี้เด็กได้รับการช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างไร
2.การตรวจร่างกาย
-ตรวจรางกายทั่วๆไปและการเจริญเติบโต
-ภาวะตับม้ามโต
-ผิวหนัง
-ระบบประสาทและรอบศีระษะด้วยเสมอ
-ดูลักษณะของเด็กที่ถูกทารุณกรรม(child abuse)
-ระบบการมองเห็นและการได้ยิน
3.การสืบค้นทางห้องปฏิบัติการ
4.การประเมินพัฒนาการ
-การประเมินแบบไม่เป็นทางการ(สอบถามข้อมูลจากผู้ปกครอง)
-การประเมินที่ใช้เวชปฏิบัติ
          ♥แบบทดสอบ Denver 2 (กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก สังคม ภาษา)
          ♥Gesell Drawing Test
          ♥แบบประเมินพัฒนาการเด็กตามคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กอายุแรกเกิด - 5 ปี สถาบันราชานุ   กูล
แนวทางการรักษา
-หาสาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
-การตรวจค้นหาความผิดปกติร่วม
-การส่งเสริมพัฒนาการ
-ให้คำปรึกษากับครอบครัว
ขั้นตอน
1.การตรวจคัดกรองพัฒนาการ
2.การรักษาสาเหตุโดยตรง
3.การให้การวินิจฉัยและหาสาเหตุ
4.การให้การรักษาและส่งเสริมพัฒนาการ
5.การติดตามและประเมินผลการรักษาเป็นระยะ

วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันที่  29  พฤศจิกายน  2554
เนื้อหาที่เรียน  คือ
6.เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with Behavioral and Emotion Disoder)
- เด็กที่การควบคุมอารมณ์ไม่ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆได้
-เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
-ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบง่าย
แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
-เด็กที่ได้รับคงามกระทบกระเทือนทางอารมณ์(อารมณ์รุนแรง , ไม่นิ่ง)
-เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้
        ♥ วิตกกังวล
        ♥ หนีสังคม
        ♥ ก้าวร้าว
การที่จะจัดว่าเด็กมีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ต้องคำนึง คือ
-สภาพแวดล้อม
-ความคิดเห็นของแต่ละบุคคล
-ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็ก
-ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเดียวกับเด็ฏปกติ
-รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือครูไม่ได้
-มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเรียนเดียวกัน
-มีความคับข้องใจ และมีความเก็บกดอารมณ์
-แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปสดศรีษะ ปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย
-มีความหวาดกลัว
เด็กทีมีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ารุนแรงมาก
-เด็กสมาธิสั้น (Children with Attendtion Deficit and Hyperactivity Disoder)
-เด็กออทิสติก (Autistic) หรือ ออทิสซึ่ม(Autism)

เด็กสมาธิสั้น ADHD
-เรียกย่อๆ ว่า ADHD
-เด็กที่ซน อยู่ีไม่นิ่ง ซนมากผิดปกติ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
-เด็กบางคนมีปัญหาเรื่องสมาธิบกพร่อง อาการหุนหันพลันแล่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ
      *เด็กเหล่านี้ทางการแพทย์จะเรียกว่า Attention Deficit Disoder (ADD)
ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางอารมณ์และพฤติกรรม
-อุจจาระปัสสาวะรดที่นอน                                                -ยังติดขวดนม หรือตุ๊กตา ของใช้ในวัยทารก
-ดูดนิ้ว กัดเล็บ                                                                   -หงอยเหงาเศร้าซึม หนีสังคม
-เรียกร้องความสนใจ                                                         - อารมณ์หวั่นไหวง่ายต่อสิ่งเร้า
-ขี้อิจฉาริษยา ก้าวร้าว                                                       -ฝันกลางวัน
-พูดเพ้อเจ้อ

7.เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างการเรียนรู้(Children with Learning Disabilities )
-IQ เท่ากับเด็ฏปกติทั่วๆไป
-เรียกย่อๆว่า L.D.(Learning  Disability)
-เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง
-เด็กที่มีปัญหาทางการใช้ภาษาพูดหรือเขียน
-ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย
ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
-มีปัญหาในทักษะคณิตศาสตร์
-ปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้
-เล่าเรื่อง / ลำดับเหตุการณ์ไม่ได้
-มีปัญหาด้านการเขัยน / อ่าน
-ซุ่มซ่าม
-รับลูกบอลไม่ได้ 
-ติดกระดุมไม่ได้
-เอาแต่ใจตนเอง

8.เด็กออทิสติก(Autistic)
-หรือออทิสซึ่ม(Autism)
-เด็กที่มีความบกพร่องอย่างรุนแรงในการสื่อความหมาย พฤติกรรม สังคม และความสามารถทางสติปัญญาในการรับรู้
-เด็กออกทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง
-ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต
      * ทักษะทางด้านภาษาและสังคมจะต่ำ  แต่ทักษะการเคลื่อนไหวกับการรับรู้เกี่ยวกับรูปทรง จนาดและพื้นที่จะสูง
ลักษณะของเด็กออทิสติก
-อยู่ในโลกของตนเอง                                    -ไม่เข้าหาเพื่อนให้ปลอบใจ
-ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน                            -ไม่ยอมพูด
-เคลื่อนไหวแบบซ้ำๆ                                      -ยึดติดวัตถุ
-ต่อต้านหรือแสดงกิริยาอารมณ์รุนแรง และไร้เหตุผล
-มีท่าทีเหมือนคนหูหนวก                               
 -ใช้วิธีการสัมผัส และเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยวิธีการที่แตกต่างจากคนทั่วไป

9.เด็กพิการซ้ำซ้อน(Children with Multiple Handicaps)
-เด็กที่มีความบกพร่องมากกว่า 1 อย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
-เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
-เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
-เด็กหูหนวกและตาบอด




วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2556

เนื้อหาที่เรียน
4.เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายและสุขภาพ (Children with Physical Health Impairments)
-เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
-อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหาย
-มีปัญหาระบบประสาท
-มีความลำบากในการเคลื่อนไหว
จำแนกได้เป็น 
1) อาการบกพร่องทางกาย 
ซี.พี. (Cerabral Palsy)
-การอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการหรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอดหรือหลังคลอด
-การเคลื่อนไหว การพูดพัฒนาล่าช้า เด็กซี.พี. มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่างของสมองแตกต่างกัน
อาการ -อัมพาต เกร็งแขนขาหรือกึ่งชัก(Spastic)
           -อัมพาตของลีลาการเคลื่อนไหวผิดปกติ(Athetoid)
           -อัมพาตสูญเสียการทรงตัว(Ataxia)
           -อัมพาตตึงแขน(Rigid)
           -อัมพาตแบบผสม(Mixed)
กล้ามเนื้ออ่อนแรง(Muscular distrophy)
-เกิดจากเส้นประสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆเสื่อมสลายตัว
-เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ นอนอยู่กับที่
-จะมีความพิการซ้อนในระยะหลัง คือ ความจำแย่ลง สติปัญญาเสื่อม

โลกทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ(Orthopedic)
-ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club foot) กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อน เนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด(Spina Bifida)
-ระบบกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ(Infection) เช่น วัณโรค กระดูกหลังโก่ง กระดูกผุ เป็นแผลเรื้อรัง มีหนอง เศษกระดูกผุ
-กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้ออักเสบ 

โอลิโอ(poliomyelitis) 
มีอาการกล้ามเนื้อลีบเล็ก แต่ไม่มีผลกระทบต่อสติปัญญา
-ยืนไม่ได้ หรืออาจปรับสภาพให้ยืนเดินได้ด้วยอุปกรณ์เสริม 
แขนขาด้วนแต่กำเนิด(Limb Deficiency)
โรคกระดูกอ่อน(Osteogenesis Imperfeta)

2.ความบกพร่องทางสุขภาพ
โรคลมชัก(Epilepsy)
-เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องจากความผิดปกติ
1)ลมบ้าหมู(Grand Mal)
-เมื่อเกิดอาการชักจะทำให้หมดสติและหมดความรู้สึกในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งหรือแขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น
2)การชักในระยะสั้นๆ(Petit Mal)
-เป็นอาการชักช่วงระยะสั้นๆ 5-10 วินาที 
-เมื่อเกิดอาการชักจะหยุดชะงักในท่าก่อนชัก
-เด็กจะนิ่งเฉย หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย
3)การชักแบบรุนแรง(Grand Mal)
-เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้มลง กล้ามเนื้อเกร็ง เกิดขึ้น2-5นาที จากนั้นจะหายและหลับไปชั่วครู่ 
4)อาการชักแบบ(Partial Complex)
-เกิดอาการเป็นระยะๆ
-กัดริมฝีปากไม่รู้สึกตัว ถูตามแขนขาเดินไปมา
-บางคนอาจเกิดตามความโมโหหรือโกรธหลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้และต้องการนอนพัก
5)อาการไม่รู้สึกตัว(Focal Partial)
-เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น เกิดไม่รู้สึกตัวอาจทำอะไรบางอย่างโดยที่ตนเองไม่รู้ เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก
+โรคระบบทางเดินหายใจ +โรงเบาหวาน +โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  +โรคศีรษะโต +โรคหัวใจ  +โรคมะเร็ง  +เลือดไหลไม่หยุด

ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
-มีปัญหาเก่ยวกับการทรงตัว
-เดินขากะเผลก อืดอาด เชื่องช้า
-ไอเสียงแห้งบ่อยๆ
-มักบ่นเจ็บหน้าอก บ่นปวดหลัง
-หน้าแดงง่าย มีสีเขียวจางบนแก้ม
-หกล้มบ่อย
-หิวและกระหายน้ำเกินกว่าเหตุ

5.เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา(Children with Speech and Language Disorders)
  เด็กที่พูดไม่ชัด ออกเสียงผิดเพี้ยน อวัยวะที่ใช้ในการพูดไม่สามารถเป็นไปตามลำดับขั้น การใช้อวัยวะเพื่อการพูดไม่ไปตามตั้งใจ มีอากัปกิริยาที่ผิดปกติขณะพูด 
1)ความผิดปกติด้านการออกเสียง 
-ออกเสียงผิดเพี้ยนไปจากมาตรฐานของภาษาเดิม
-เพิ่มหน่วยเสียงเข้าในคำโดยไม่จำเป็น
-เอาเสียงหนึ่งมาแทนอีกเสียงหนึ่ง เช่น กวาดเป็นฝาด
2)ความผิดปกติด้านจังหวะ เวลาของการพูด เช่น การพูดรัว พูดติดอ่าง
3)ความผิดปกติด้านเสียง 
-ระดับเสียง ความดัง และคุณภาพของเสียง
4)ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องจาก พยาธิสภาพที่สมอง โดยทั่วไปเรียกว่า Dysphasia 
4.1Motor Apasia
-เด็กที่เข้าใจคำถามหรือคำสั่งแต่พูดไม่ได้ ออกเสียงลำบาก
-พูดช้าๆ พอพูดตามได้บ้างเล็กน้อย บอกชื่อ สิ่งของพอได้
-พูดไม่ถูกไวยกรณ์
4.2Wernick "s Apasia
-เด็กที่ไม่เข้าใจคำถาม ได้ยินแต่ไม่เข้าใจความหมาย
-ออกเสียงไม่ติดขัดแต่มักใช้คำผิดๆหรือใช้คำอื่น ซึ่งไม่มีความหมายแทน
4.3Conduction Apasia
-เด็กออกเสียงได้ชัดเจน เข้าใจคำถาม แต่พูดตามหรือบอกชื่อไม่ได้ มักเกิดร่วมไปกับอัมพาตของร่างกายซีกขวา
4.4Mominal Apasia
-เด็กที่ออกเสียงได้ พูดตามได้ เข้าใจดี แต่ออกชื่อวัตถุไม่ได้ เพราลืมชื่อบางทีก็ไม่เข้าใจความหมายของคำ มักเกิดร่วมไปกับGerstman's syndome
4.5Global apasia 
-เด็กที่ไม่เข้าใจภาษาพูด ภาษาเขียน
-พูดไม่ได้เลย
4.6Sensory agraphia
-เด็กที่เรียนเองไม่ได้ เขียนตอบคำถามหรือเขียนชื่อวัตถุไม่ได้ มักเกิดร่วมกับ Gerstman's syndome 
4.7Motor Agraphia
-เด็กที่ลอกตัวเขียนหรือตัวพิมพ์ไม่ได้
-เขียนตามคำบอกไม่ได้
4.8Cortical Alexia
-เด็กที่อ่านไม่ออกเพราะไม่เข้าใจภาษา
4.9Motor Alexia
-เด็กที่เขียนตัวเขียนหรือตัวพิมพ์ เข้าใจความหมายแต่อ่านออกเสียงไม่ได้
4.10Gerstman's syndome
ไม่รู้ชื่อนิ้ว (Finger agnosia)
ไม่รู้ซ้ายขวา (Allochiria)
คำนวณไม่ได้(acalculia)
เขียนไม่ได้(agraphia)
อ่านไม่ออก(alexia)
4.11Visual agosia
เด็กที่มองเห็นวัตถุ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรบางทีบอกชื่อนิ้วตัวเองไม่ได้
4.12Aditory agnosia
-เด็กที่ไม่มีความบอกพร่องทางการได้ยิน แต่แปลความหมายของคำหรือประโยคที่ได้ยินไม่เข้าใจ
 ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการพูดและภาษา
-ในวัยทารกมักเงียบผิดปกติ ร้องไห้เบาๆและอ่อนบาง
-ไม่อ้อแอ้ภายใน10เดือน
-ไม่พูดภายในอายุ2ขวบ
-หลัง3ขวบ และภาษาพูดของเด็กก็ยังฟังไม่เข้าใจ
-ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้ 
-หลัง5ขวบ เด็กยังคงใช้ภาษาที่เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ในระดับประถมศึกษา
-มีปัญหาในการสื่อความหมาย พูดตะกุกตะกัก
-ใช้ท่าทางในการสื่อความหมาย